เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพัฒนาดินด้วยไส้เดือน

เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพัฒนาดินด้วยไส้เดือน

การเลี้ยงไส้เดือน
การเลี้ยงไส้เดือน

ไส้เดือนดินจะถูกมองว่ามีประโยชน์มากกว่ามีโทษต่อมนุษย์ โดยเฉพาะไส้เดือนดินจะมีส่วนช่วย ให้โครงสร้างของดินดีขึ้น โดยการชอนไชทำให้ดินร่วนซุย ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น ไส้เดือนดินสามารถชอนไชลงใต้ดินได้ลึกกว่า 20 เมตร ซึ่งเป็นการไถพรวนทางธรรมชาติ ที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ และยังช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์โดยการช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารแก่ดิน นอกจากนี้  เว็บไซต์ เศรษฐกิจพอเพียง อย่าง www.kasetpopeng.com ยังพบว่าไส้เดือนดินมีประโยชน์ต่อพืชในการช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชด้วย สามารถบอกถึงการปนเปื้อนสารเคมีในดิน ด้วยการดูจำนวนของไส้เดือนในดิน ถึงปริมาณความหนาแน่นของประชากรไส้เดือน โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ตรงตามกับแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง

การเลี้ยงไส้เดือน

ประโยชน์ของไส้เดือนดิน เกษตรพอเพียง

  1. ช่วยพลิกกลับดิน นำดินข้างล่างขึ้นมาข้างบนโดยการกินดินที่มีแร่ธาตุบริเวณด้านล่างแล้วถ่ายมูลบริเวณผิวดินด้านบน ช่วยให้เกิดการผสมคลุกเคล้าแร่ธาตุในดิน นำแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในชั้นใต้ดินขึ้นมาด้านบนให้พืชดูดนำไปใช้ได้
  2. ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน ซากพืช ซากสัตว์และอินทรียวัตถุต่างๆ ทำให้ธาตุต่างๆ อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ในรูปแอมโมเนียและไนเตรท ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้และธาตุอาหารพืชอื่นๆ อีกหลายชนิดพอ เพียง รวมทั้งสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชและวิตามินจะถูกปลดปล่อยออกมาด้วย
  3. ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไรโซเบียม ไมคอร์ไรซา ในบริเวณรากพืช
  4. การชอนไชของไส้เดือนดิน ทำให้ดินร่วนซุย การถ่ายเทน้าและอากาศดี ดินอุ้มน้าได้ดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดินทาให้รากพืชชอนไชได้ดี

สายพันธุ์ไส้เดือนที่นิยมเลี้ยง

หากพูดถึงเจ้าสัตว์หน้าตาหน้าเกลียดนี้ ในเมืองไทย ที่เลี้ยงๆกันก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ครั้งนี้ผมจะขอพูดถึงสายพันธุ์ที่นิยมเพาะเลี้ยงกัน ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีคุณลักษณะที่เด่นแตกต่างกัน ดังที่จะอธิบาย ดังนี้

1.พันธุ์ อายซิเนีย ฟูทิดา (Eisenia foetida)
สายพันธุ์นี้เป็นไส้เดือนดิน หนังสีแดง ลำตัวมีสีแดง ขนาดลำตัวเล็ก แพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
มีลักษณะ เด่น ดังนี้
1.1 ลำตัวมีความยาวประมาณ 35-130 มิลลิเมตร
1.2 ลำตัวมีสีแดง ระหว่างปล้องมีสีเหลือง
1.3 อายุประมาณ 4-5 ปี โดยธรรมชาติ หากเลี้ยงในบ่อ อาจอยู่ได้ 1-2 ปี
1.4 สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
1.5 สร้างไข่ได้ 900 ฟอง ต่อตัวต่อปี
1.6 ระยะเวลาเติบโตเต็มวัย 3-6 เดือน
1.7 อาศัยบนผิวดิน กินซากใบไม้อินทรีย์วัตถุ

2.สายพันธุ์ ยูดริลัส ยูจีนิแอ (Eudrilus eugeniae)
สายพันธุ์นี้ เป็นไส้เดือนดินสีแดง เหมือนกับ อายซิเนีย ฟูทิดา แต่สีแดงปล้องขนาดใหญ่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก รู้จักกันอีกชื่อคือ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว
มีลักษณะเด่น ดังนี้
2.1 ลำตัวยาวประมาณ 130 – 250 มิลลิเมตร
2.2 ลำตัวมีสีน้ำตาลปนแดง
2.3 สืบพันธุ์อาศัยเพศ
2.4 ผสมพันธุ์ใต้ดิน
2.5 ใช้เวลาในการฟักตัว 13 – 17 วัน
2.6 ระยะเวลาเติบโตเต็มวัย 6-10 เดือน
2.7 อายุ 4-5 ปี อาศัยผิวดิน และ กินเศษซากพืช

3.สายพันธุ์ ลัมบริคัส รูเบลลัส(Lumbricus rubellus)
สายพันธุ์นี้ ลำตัวสีแดง มีขนาดไม่ใหญ่ และลำตัวแบน โดยขนาดนั้นใหญ่กว่า สายพันธุ์ อาซิเนีย ฟูทิดา แต่ก็เล็กกว่า แอฟริกัน ไนท์ครอเลอร์ พบทั่วไป ในดินที่มีความชุ่มชื้น มีความทนทาน ต่อสภาพอากาศ และขยายพันธุ์ได้ค่อนข้างรดเร็ว
มีลักษณะเด่น ดังนี้
3.1 ลำตัวมีความยาว 60-150 มิลลิเมตร
3.2 ผิวท้องมีสีขาวขุ่น ด้านหลังสีแดง
3.3 กินซากพืช และ อินทรีย์
3.4 จับคู่สืบพันธุ์ใต้ดิน
3.5 ใช้เวลาเติบโตเต็มไว 5-6 เดือน
3.6 มีอายุ 2-3 ปี โดยประมาณ

4.สายพันธุ์ ฟีเรททิมา ฟีกัวนา (Pheretima peguana)
สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วไปในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทย ขนาดตัวใกล้เคียงกับสายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ มักจะพบในมูลของวัว และ ใต้ซากพืชที่ตายแล้ว ชาวบ้านแถวภาคเหนือ มักเรียกว่า ขี้ตาแร่ และจะนำไปเป็นเหยื่อตกปลา เป็นไส้เดือนที่เหมาะจะเพราะเลี้ยงในประเทศไทย มากที่สุด
ลักษณะเด่น ดังนี้
4.1 ลำตัวมีความยาว 130 200 มิลลิเมตร
4.2 ลำตัวมีสีน้ำตาลแดง
4.3 สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
4.4 ใช้เวลาโตเต็มวัย 5-6 เดือน
4.5 อายุ 2-4 ปี โดยประมาณ

จะเห็นว่าสายพันธุ์ของไส้เดือนนั้นก็มีอยู่หลายสายพันธุ์เกษตรกร สามารถนำไป ศึกษาและเพาะเลี้ยงตามแนวทาง เกษตรพอเพียง เพื่อใช้ธรรมชาติ บำบัดธรรมชาติโดยลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร ปัจจุบันจะเห็นว่า สินค้า เกษตรอินทรีย์ นั้น จะมีราคาสูงกว่า สินค้าเกษตรอื่นๆเป็นเท่าตัวเมื่อเกษตรกร ขายสินค้าได้ราคาสูงขึ้น ก็ทำให้ได้กำไรมากขึ้น เมื่อได้กำไรมากขึ้น เกษตรกร ก็จะมีกำลังในการสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดมีกำลังในการขยายกิจการ มีชีวิตที่ดี มีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งพื้นที่เกษตร ออกไปทำงานในเมืองใหญ่

เพียงแค่ไส้เดือนตัวน้อยๆ อาจเปลี่ยนชีวิตของใครหลายๆคน สัตว์ตัวเล็กๆหน้าตาน่าเกลียด ขยะแขยงนี้ จริงๆมันคือทองคำที่มีชีวิต ขึ้นอยู่กับมุมมอง ความคิด
ของคนที่มองเห็นโอกาส หากเราแค่เปลี่ยนมุมมอง ยอมรับนวัตกรรม และ เทคนิคใหม่ ในครั้งหน้าเราอาจเปลี่ยนจากผู้ใช้นวัตกรรม เป็นผู้นำเสนอนวัตกรรมแทนก็ได้ใครจะไปรู้ ใช่ไหมครับ หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ครับ

ขอบคุณเว็บที่มา https://www.kasetpopeng.com/2018/01/04/การเลี้ยงไส้เดือน-พัฒนา/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *